Responsive image Responsive image

ศึก (ข้าว) จ้าวกะเพรา

24 สิงหาคม 2565

ศึก (ข้าว) จ้าวกะเพรา
ท้าเชฟมือฉมัง ทำ 4 เมนูจากกะเพรา
กินคู่ข้าวสวย 4 แบบ ให้อร่อยที่สุด!

 
ถ้าคุณเห็นข้อความนี้ ยินดีด้วย! คุณเป็นผู้โชคดีได้รับคัดเลือกให้เข้าชมสังเวียน ศึก (ข้าว) จ้าวกะเพรา
 
นี่คือสังเวียนที่เรายื่นคำท้าให้เชฟมือฉมังพิสูจน์ฝีมือ ลบข้อครหาที่ว่า “ข้าวซ้อมมือนั้นกินยาก” ด้วยการรังสรรค์เมนูข้าวและกับ จากวัตถุดิบบังคับเพียงสองอย่าง นั่นคือใบกะเพราและข้าวศาลานา 4 แบบ เพื่อยืนยันว่าจริง ๆ แล้วถ้าเรารู้เทคนิคในการจับคู่กับและข้าวให้เข้ากัน แม้จะเป็นวัตถุดิบพื้นฐานอย่างข้าวและกะเพราก็สามารถทำให้การกินข้าวมื้อนั้นอร่อย สนุก และกลายเป็นอาหารชั้นเลิศได้ 
 
ถ้าพร้อมแล้วไปดูลีลาการจับกระทะ ควงตะหลิว รังสรรค์เมนูกะเพราะจากเชฟมือฉมังอย่าง เชฟโน้ต-อธิป สโมสร ได้เลย ขอเตือนไว้ก่อนว่าคุณอาจจะเปลี่ยนความคิดที่ว่าข้าวซ้อมมือเป็นของกินยากไปอย่างสิ้นเชิงเลยก็ได้นะ
 


เชฟที่เหมาะสมกับการท้าประลองใน ศึก (ข้าว) จ้าวกะเพรา ครั้งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก เชฟโน้ต-อธิป สโมสร เชฟผู้เก่งกาจด้านการหยิบวัตถุดิบพื้นบ้าน มาต้ม ผัด แกง ทอด ให้เป็นเมนูอร่อย เขามักออกเดินทางไปเรียนรู้เรื่องวัตถุดิบจนถึงแหล่ง แล้วนำมาครีเอตเป็นเมนูเด็ดที่ผสมผสานกันหลากหลายภาค หลากหลายวัฒนธรรม
 
ก่อนหน้านี้เขาเป็นเจ้าของร้านอินทรีแกงค์ ร้านอาหารเวียดนามในโรงพยาบาลศิริราช และปัจจุบันก็เป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ของ First and Foremost ร้านอาหารและกาแฟแห่งอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ดีกรีเด็ดขนาดนี้ อดใจรอไม่ไหวแล้วว่าเชฟจะนำใบกะเพราและข้าวมาครีเอตเป็นเมนูอะไรให้พวกเราตะลึง
 


โจทย์การท้าประลองวันนี้มี ‘ข้าวอินทรีย์ 4 แบบ’ ที่ศาลานารับซื้อมาจากเกษตรกรอินทรีย์ทั่วประเทศไทยเป็นวัตถุดิบบังคับ ลองดูว่าเชฟมากฝีมือ ชิมข้าวทั้ง 4 แบบแล้ว จะว่ายังไงบ้าง
 
เมื่อชิม ‘ข้าวหอมมะลิ 105 อินทรีย์’ เข้าไปคำแรก เชฟถึงกับตาโต เพราะเจอกับความหอม นุ่ม กินง่าย สมมงข้าวสุดป๊อบปูล่าร์ ขวัญใจคนไทย แต่ตัวนี้ไม่ใช้สารเคมี ชิมตัวต่อไปก็ร้องโอ้โห ‘ข้าวมะลินิลสุรินทร์อินทรีย์’ ข้าวสีม่วงเนื้อแน่นหนึบหนับ ใช้เวลาเคี้ยวนาน เชฟบอกจินตนาการลื่นไหล ข้าวตัวนี้มีกลิ่นหอมคล้ายขนม คิดเมนูสนุก ๆ ได้เพียบ
 
แค่สองตัวก็สัมผัสได้ถึงความแปลกใหม่ เชฟไม่รอช้า ไปต่อที่ ‘ข้าวหอมมะลิแดงอินทรีย์’ ที่ความนุ่มไม่แพ้ข้าวหอมมะลิ 105 แต่ตัวนี้เชฟบอกว่าหุงออกมาแล้วเมล็ดเรียงตัวไม่เกาะกัน การจะครีเอตเมนูที่เข้ากันคงเป็นเรื่องท้าทาย ปิดจบที่ตัวสุดท้ายคือ ‘ข้าวอินทรีย์ 5 สายพันธุ์’ เชฟบอกตัวนี้เคี้ยวสนุก! มีหลายรสสัมผัสในตัว เดี๋ยวนุ่ม เดี๋ยวหนึบ เพลินเลย
 


วัตถุดิบลำดับถัดไปที่เชฟจะต้องนำมารังสรรค์เป็นเมนูหลากหลาย ให้เข้ากันกับข้าวทั้ง 4 แบบของศาลานาก็คือ ใบกะเพรา!
 
กะเพราถือเป็นผักคู่บ้านของคนไทย ด้วยกลิ่นและรสที่รุนแรงเฉพาะตัวจึงมักนิยมนำประกอบอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน หรือใส่เพื่อดับกลิ่นคาวในเนื้อสัตว์ บ้างก็นำไปทอดจนกรอบแล้วโรยหน้าบนอาหารอื่น นอกจากนี้กะเพรายังนับเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาโรคได้หลายชนิด ในตำราสมุนไพรไทยระบุสรรพคุณยาของกะเพราไว้ว่าช่วยขับลม แก้ปวด จุกเสียดท้อง และช่วยย่อยอาหาร ไม่แปลกที่จะกลายเป็นวัตถุดิบที่ใกล้ตัวคนไทย แต่ความยากก็คือ ต้องเอามารังสรรค์เป็นเมนูที่เข้ากับข้าวนี่สิ!
 
ปกติแล้วกะเพราก็มีหลายสายพันธุ์ ไม่ต่างกับข้าว แต่ที่เชฟโน้ตแนะนำคือกะเพราแบบใบเล็ก เพราะจะมีกลิ่นฉุนที่ชัดเจน และหอมกว่า เมนูจากกะเพราที่เชฟรังสรรค์ออกมาจะเป็นอะไร เชฟโน้ตจับกระทะ ควงตะหลิว คิดแป๊บเดียวก็ออกมาเป็นเมนูในภาพต่อไปนี้
 


อย่างที่บอกว่าข้าวหอมมะลิ 105 อินทรีย์ เป็นข้าวที่กินง่าย เพราะมีความหอม นุ่ม และมีรสหวานในตัวเอง จานแรกเชฟจึงครีเอตเมนูแบบชิลล์ๆ แหม วัตถุดิบมันดีอยู่แล้ว ทำอะไรก็อร่อย หั่นวัตถุดิบทั้งหมดด้วยความไวแสง แล้วจับโยนใส่กระทะ เคาะตะหลิวให้ดังโป๊งเป๊ง แป๊บเดียวกลิ่นก็หอมโชย กลายเป็น ‘กะเพราหมูรวน’ ที่ผัดจนแห้ง เพื่อให้เข้ากับข้าวที่นุ่มอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เน้นรสชาติเผ็ด เค็ม ทำให้กินข้าวได้เยอะขึ้น
 
เพื่อสัมผัสที่มากขึ้น เชฟเลือกใส่ตับและเบคอนเพิ่มเข้ามา เพื่อให้เกิดความหลากหลายตอนเคี้ยว ไม่พอยังมีกากหมูปิดทับตอนท้าย เพื่อให้เมนูนี้สมบูรณ์ ถูกใจเด็กอ้วนอย่างเรามากยิ่งขึ้นด้วย
 


จานแรกผ่านไป เชฟสะบัดมือเล็กน้อย บอกนี่แค่วอร์ม เริ่มจานที่สองด้วยวัตถุดิบหลักอย่างข้าวมะลินิลสุรินทร์อินทรีย์ ซึ่งมีรสสัมผัสหนึบหนับ ทำให้ต้องใช้เวลาเคี้ยวนานกว่า แถมยังมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายขนม เชฟบอกงั้นเดี๋ยวจะชูจุดเด่นของวัตถุดิบนี้ให้สุด มองว่าข้าวชนิดนี้น่าจะเหมาะกับ ‘แกงพริกขี้หนูใบกะเพราเนื้อน่องลาย’ ที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบสำคัญ
 
ปกติแกงพริกขี้หนูสดจะใช้ใบยี่หร่าเป็นตัวเพิ่มความหอม แต่งานนี้เชฟดัดแปลงมาใช้ใบกะเพรา ซึ่งแน่นอนว่าใช้แทนกันได้ เพราะอีกชื่อของยี่หร่าก็คือกะเพราควายนั่นเอง
 
เชฟตัดเข้าสู่สาระ บอกเครื่องแกงและใบกะเพราจะช่วยกลบกลิ่นคาวเนื้อ และตัดรสหวานมันของกะทิ แถมยังช่วยผสานทำให้เข้ากันกับกลิ่นของข้าวอย่างลงตัว ไม่พอความหนึบของข้าวยังทำให้รู้สึกเหมือนเวลากินข้าวแกงกะหรี่ของญี่ปุ่นอีกด้วย ที่พิเศษคือเนื่องจากเชฟใช้กะทิคั้นสด แกงหม้อนี้จึงอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกะทิเต็มๆ คำ กินแล้วรู้สึกเหมือนกำลังกินขนมมากกว่าจะเป็นของคาว กลายเป็นมื้ออร่อยที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจในทุกคำที่กินเลย
 


มาถึงจานที่ต้องคิดหนัก เชฟจะทำยังไง เมื่อต้องเจอกับวัตถุดิบอย่างข้าวหอมมะลิแดงอินทรีย์ ที่เมล็ดข้าวเรียงตัวไม่เกาะกัน แต่ยังมีความนุ่ม คิดไปคิดมา ในที่สุดแดจังกึมก็เข้าสิง ปิ๊งไอเดียขอทำจานที่สามด้วยเมนูที่มีความคล่องคอ จะได้ตักข้าวแล้วจุ่มลงในซุปกินแบบเกาหลี สุดท้ายเลยออกมาเป็นเมนู ‘แกงป่าปลาดุกใส่ใบกะเพรา’ ที่มีรสเผ็ดนิด ๆ พอให้ซดได้ ถือคติกินของรสจัดจะได้เจริญอาหาร ถ้าเผ็ดก็ตักข้าวกินเข้าไปเยอะ ๆ
 


ปิดที่จานสุดท้าย เชฟขอปาดเหงื่อ ในที่สุดก็มาถึงจานนี้ ภูมิใจนำเสนอ ‘ข้าวยำเพสโต้กะเพรา’ ที่มาของจานนี้เกิดจากเนื้อสัมผัสของข้าวอินทรีย์ 5 สายพันธ์ุที่มีทั้งความนุ่มและความหนึบในตัว เป็นข้าวที่เคี้ยวสนุกแบบสุดๆ และเพื่อให้คนกินสนุกแบบคูณสอง เชฟจึงคิดทำเป็นข้าวยำที่มีส่วนประกอบของผักและกากหมู กลายเป็นเมนูกะเพราแบบฝรั่ง
 
ส่วนเคล็ดลับการทำซอสเพสโต้จานนี้ เชฟหัวเราะชอบใจ บอกว่าแอบใช้สูตรโกงเล็กน้อย แต่รับรองว่าทำตามกันได้ง่ายแน่ๆ นั่นคือจากเดิมที่ต้องใช้ถั่วกับน้ำมันมาเป็นส่วนผสม เชฟลดเหลือแค่กระเทียม กะเพรา และมายองเนสเท่านั้น เพื่อให้ตัวซอสมีรสหวานเปรี้ยว กินง่ายมากขึ้น 
 


หลังทำครบจบทั้ง 4 เมนูกะเพรา เชฟผู้เก่งกาจเรื่องวัตถุดิบของเราขอกล่าวคำคมทิ้งท้ายว่า “ข้าวของไทยแต่ละสายพันธุ์ มีประโยชน์และรสสัมผัสที่มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง หากเปิดใจทดลองกินข้าวให้หลากชนิด ก็จะเจอชนิดข้าวที่ชอบและเหมาะกับตัวเอง แถมยังทำให้การกินอาหารเป็นเรื่องสนุก จับมามิกซ์แอนด์แมตช์หาเมนูที่เหมาะเจาะลงตัวได้อีกเพียบ”
 
เคล็ดลับในการจับคู่ก็ไม่ยากเกินความสามารถใคร เพียงลองตรวจสอบความชอบของตัวเองว่าชอบกินอาหารแบบไหนให้ลองทำออกมา พยายามจับรสสัมผัสของวัตถุดิบมาเข้าคู่กัน ข้าวนุ่มก็อาจกินกับเมนูแห้ง ๆ หรือข้าวบางสายพันธุ์กินคู่กันกับเมนูที่มีน้ำให้ซดก็คล่องคอดี ส่วนวิธีทำอาหารให้อร่อยคือการเอารสชาติและความพิเศษของวัตถุดิบแต่ละอย่างมารวมกันให้ได้ เพราะของแต่ละอย่างก็มีความพิเศษอยู่ในตัว
 
แต่ถ้าใครอยากกินข้าวให้สนุกและหลากหลาย ลองเริ่มจากซื้อข้าวอินทรีย์ศาลานาที่มีให้เลือกหลากหลายสายพันธุ์ แล้วเลือกเมนูที่เชฟแนะนำไปหัดทำตามก่อนก็ได้ แค่นี้คุณก็เป็นมาสเตอร์แห่งการกินข้าวได้แล้ว!
 
สั่งซื้อข้าวศาลานาได้ที่
LINE: @Salana https://bit.ly/3cKp4Gj
Website www.salanashop.com
Shopee https://shope.ee/403p63yFf6
Lazada  www.lazada.co.th/shop/salana-organic-village
JD Central  www.jd.co.th/shop/pc/20435.html



เรื่องที่น่าสนใจ

ในกาลก่อน “นาข้าว” เป็นเสมือนขุมทรัพย์ที่ทำให้เราสามารถมีกิน มีใช้ ได้อย่างไม่รู้หมด ทว่าในยุคหลังไม่กี่สิบปีมานี้ การทำนาแบบดั้งเดิมเพื่อกิน เพื่อใช้ เริ่มหายไป ชาวบ้านต่างทำนาเพื่อให้ได้ผลผลิตมาก ๆ

“มอด” นับว่าเป็นศัตรูของคนหุงข้าวกินเอง โดยเฉพาะเวลาซื้อข้าวอินทรีย์มาทีไร ไม่เคยกินข้าวทันเจ้ามอดสักที แต่รู้ไหม ว่าจริง ๆ แล้ว การที่ข้าวสารของคุณมีมอดมาเยือน นั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีนะ

เคยเป็นเหมือนกันไหม จะหุงข้าวแต่ละทีแล้วไม่มั่นใจ ควรใส่น้ำแค่ไหน และใช้อะไรเป็นตัววัด ถึงจะได้ข้าวนุ่มสวยพร้อมกิน

Put the RICE menu to the RIGHT mom คนกำลังท้องกำลังไส้ เลือกกินข้าวอย่างไร ให้เหมาะกับระยะครรภ์

เห็นสีและชื่ออาจดูคล้าย ๆ กัน แต่จริง ๆ แล้ว น้ำซาวข้าว น้ำข้าว และเครื่องดื่มข้าว มีความแตกต่างกันนะ